X

ปรัชญาใหม่ของนิด้า : ปัญญาเพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืน (WISDOM for Sustainable Development)

สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ (นิด้า) ปรับเปลี่ยนปรัชญาใหม่เป็น  “ปัญญาเพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืน(Wisdom for Sustainable Development)”  เป็นการปรับเปลี่ยนปรัชญาในรอบ 15 ปี เพื่อรองรับการพัฒนาที่ยั่งยืน

ศาสตราจารย์ ดร.ทิพวรรณ หล่อสุวรรณรัตน์ อธิการบดีสถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ (นิด้า)  เปิดเผยว่า นิด้าได้มีการปรับเปลี่ยนปรัชญาใหม่จากปัญญาเพื่อการเปลี่ยนแปลง (WISDOM for Change)” เป็นปัญญาเพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืน WISDOM for Sustainable Development” โดยในช่วงเริ่มก่อตั้งนิด้าซึ่งเป็นสถาบันการศึกษาของรัฐในปี .. 2509 นิด้ามีปรัชญาที่อิงกับพุทธสุภาษิต คือนตถิ ปัญญาสมา อาภา” (ไม่มีแสงสว่างใดเสมอเท่าปัญญา)  

แสงสว่างที่มาจากแหล่งต่าง ทำให้ดวงตาเห็นหนทางและเห็นสรรพสิ่งรอบตัวได้อย่างชัดเจน ไม่ว่าจะเป็นความสวยงามของธรรมชาติและพฤติกรรมต่าง ของสิ่งมีชีวิตทั้งปวง (Visual Perception)  หากแต่แสงสว่างจากปัญญาต่างจากแหล่งอื่น  เพราะเป็นแสงสว่างที่ส่องไปถึงจิตใจ สามารถนำพาความคิด ชีวิตและองค์การของเราจากความมืดมิดให้ไปสู่ความรุ่งโรจน์ได้  ช่วยทำลายความงมงายไปสู่ความมีเหตุมีผล และสร้างความปลื้มปิติให้กับผู้มีปัญญา

อย่างไรก็ดี นิด้าได้ใช้พุทธสุภาษิตดังกล่าวต่อเนื่องมาจนถึงปี .. 2550 เมื่อสถาบันมีการจัดทำแผนพัฒนาระยะยาว  และได้เสนอเปลี่ยนปรัชญาของสถาบันเป็นปัญญาเพื่อการเปลี่ยนแปลง (WISDOM for Change)”  ในยุคนั้นมีกระแสการเปลี่ยนแปลงค่อนข้างสูงโดยเฉพาะกระแสสากล  เพื่อต้องการสะบัดให้แรงเฉื่อยที่อยู่ในระบบเก่าให้ลดน้อยลง  และเข้าสู่โหมดของการเปลี่ยนแปลง   การเปลี่ยนปรัชญาในครั้งนั้นจึงช่วยสื่อสารให้คนทั่วไปเข้าใจปรัชญาของสถาบันได้ดีขึ้นและทันกับกระแสโลก

หลังจากใช้ปรัชญาปัญญาเพื่อการเปลี่ยนแปลงมาประมาณ 15 ปีแล้ว ผู้บริหารสถาบันได้เสนอการปรับปรัชญาให้มีความชัดเจนขึ้นว่าการเปลี่ยนแปลงนั้นมีจุดมุ่งหมายเพื่ออะไร  และเนื่องจากนิด้ามีอัตลักษณ์ที่เกี่ยวข้องกับการพัฒนา  ประกอบกับกระแสเรื่องการพัฒนาที่ยั่งยืนตามเป้าหมายที่องค์การสหประชาชาติกำหนดไว้ ซึ่งได้รับการยอมรับจาก 193 ประเทศทั่วโลก  จึงเสนอปรับปรัชญาของสถาบันเป็นปัญญาเพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืน (WISDOM for Sustainable Development)”

อธิการบดี นิด้า กล่าวถึง ปัญญาเพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืน ว่า ปัญญาเป็นองค์ความรู้และหลักการที่สะสมและพัฒนาต่อเนื่องมาจนเกิดเป็นความเข้าใจและความลุ่มลึกในเรื่องนั้น โดยผ่านกระบวนการแสวงหาความรู้และการค้นหาความจริง ปัญญาจึงเป็นลักษณะเฉพาะของมนุษย์  และเป็นสิ่งที่มีคุณค่าสำคัญที่สุดที่มนุษย์พึงแสวงหา (แนวคิดของปัญญานิยม) ปัญญาช่วยลดอคติ (ความลำเอียง) อันจะนำไปสู่ความไม่แบ่งแยกกลุ่มเขากลุ่มเราและความเป็นธรรมก็จะตามมา  ปัญญาสามารถลดความลำเอียงในรูปแบบต่าง คือ ความลำเอียงซึ่งเกิดจากความรักใคร่ (ฉันทาคติ)  ความลำเอียงซึ่งเกิดจากโกรธและเกลียดชัง(โทสาคติ) ความลำเอียงซึ่งเกิดจากความกลัว (ภยาคติ) และความลำเอียงซึ่งเกิดจากความเขลาหรือความไม่รู้ของตนเอง (โมหาคติ)

การพัฒนาที่ยั่งยืน เป็นการพัฒนาที่มีความสมดุลระหว่างด้านเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อม  เป็นการพัฒนาที่พิจารณาถึงผลกระทบจากการพัฒนาเศรษฐกิจที่มีต่อสังคมและสิ่งแวดล้อมด้วย  บทเรียนเกี่ยวกับผลการพัฒนาที่ผ่านมาของประเทศต่าง มีปัญหาอันเนื่องมาจากแนวทางการพัฒนาที่เน้นการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจ (Economic Growth) เพียงอย่างเดียวโดยไม่มีการบูรณาการกับการพัฒนาด้านอื่น  ทำให้เราเห็นรูปธรรมและผลของการพัฒนาที่ไม่ยั่งยืน และกลายมาเป็นภาระที่หนักอึ้งของคนรุ่นหลัง ไม่ว่าจะเป็นเรื่องความเหลื่อมล้ำของสังคม  ความไม่เท่าเทียมในการรับบริการด้านการศึกษาและสาธารณสุข รวยกระจุกจนกระจาย การว่างงาน หนี้สินครัวเรือนที่เพิ่มขึ้น  โรคเครียดและซึมเศร้าเพิ่มขึ้น และเรื่องสิ่งแวดล้อมที่ถูกทำลาย  เรื่องมลภาวะของสิ่งแวดล้อม  ฝุ่น PM 2.5  ความเอารัดเอาเปรียบจากผู้ที่ด้อยกว่ายังเป็นปรากฏการณ์ที่เราเห็นอยู่เป็นประจำ

ศาสตราจารย์ ดร.ทิพวรรณ  กล่าวถึง การพัฒนาที่ยั่งยืนเกี่ยวข้องกับทุกภาคส่วน  ภาครัฐมีนโยบายและแผนและการดำเนินงานในด้านนี้อยู่แล้ว  ในส่วนของภาคเอกชนเป็นภาคที่มีส่วนสำคัญอย่างมากเพราะมีบทบาทในการสร้างงานและมีผลต่อการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจของประเทศ  การพัฒนาที่ยั่งยืนเป็นแนวทางที่ช่วยให้ภาคเอกชนสามารถระบุได้ว่าผลกระทบที่ธุรกิจได้สร้างขึ้นไม่ว่าจะเป็นด้านสังคมเศรษฐกิจ และสิ่งแวดล้อมได้สร้างหรือเพิ่มคุณค่า (Value) ให้กับสังคมอย่างไรบ้าง  เป็นการคำนึงผลระยะยาวมากกว่ากำไรด้านการเงินระยะสั้นอย่างเดียว   อันจะช่วยสร้างชื่อเสียงและความสัมพันธ์กับกลุ่มผู้มีส่วนได้เสียที่มีหลากหลายของธุรกิจได้ดีขึ้น  สามารถดึงดูดและรักษาลูกค้า พนักงาน และนักลงทุน ตลอดจนได้รับการสนับสนุนจากลูกค้าเพิ่มขึ้น

จากความหมายของการพัฒนาที่ยั่งยืนเป็นความหมายที่เกี่ยวกับคนสองรุ่นคือคนรุ่นปัจจุบันและคนรุ่นใหม่ กล่าวคือ  การพัฒนาที่สนองต่อความต้องการของคนรุ่นปัจจุบัน  โดยที่ต้องไม่ไปสร้างภาระให้กับคนรุ่นหลัง  เนื่องจากเรามีทรัพยากรธรรมชาติจำกัด ไม่ว่าจะเป็นป่าไม้ น้ำสะอาด และอาหาร   ดังนั้นจึงเป็นหน้าที่ของคนรุ่นใหม่ที่จะมาร่วมกันสร้าง ออกแบบ และพัฒนาระบบ กระบวนการ และกลไกต่างๆ เพื่อให้เกิดผลของการพัฒนาดังกล่าว  หากคนรุ่นใหม่ไม่สนใจในเรื่องนี้  ไม่มีส่วนร่วมในการรังสรรค์สังคมให้ยั่งยืน  คนรุ่นลูกรุ่นหลานของเราคงไม่มีโอกาสที่จะดำรงชีวิตอย่างมีความสุขได้

ศาสตราจารย์ ดร.ทิพวรรณ  กล่าวในท้ายที่สุดว่า นิด้ามีแนวทางที่จะช่วยให้ผู้นำรุ่นใหม่พัฒนาธุรกิจสังคม และประเทศชาติให้เติบโต โดยพันธกิจที่สำคัญประการหนึ่งของนิด้าคือการสร้างผู้นำการเปลี่ยนแปลง (Change Agent) โดยนำปัญญาที่เป็นองค์ความรู้ที่ตนเองมีมาประยุกต์ใช้ในการเปลี่ยนแปลงหรือพลิกโฉมเพื่อให้เกิดการพัฒนา  คนรุ่นใหม่ที่จบการศึกษาและได้นำความรู้ แนวคิดและทักษะที่ได้รับไปประยุกต์ใช้ในการเปลี่ยนแปลงจึงถือเป็นผู้นำการเปลี่ยนแปลง  นิด้ามีตัวแบบในการพัฒนาคนรุ่นใหม่ให้มีความรู้ ทักษะ และประสบการณ์ในการเป็นพลเมืองของสังคมและของโลกในศตวรรษที่ 21 มีการนำเทคโนโลยีใหม่ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องวิทยาการข้อมูล ปัญญาประดิษฐ์ (Artificial Intelligence) มาใช้ในการเรียนการสอน และการประยุกต์ใช้ในการทำงานอย่างเป็นรูปธรรม  มีตัวแบบการตัดสินใจสำหรับองค์การสมัยใหม่  มีเครือข่ายทางสากลในหลายประเทศเพื่อให้คนรุ่นใหม่ได้มีโอกาสแลกเปลี่ยนเรียนรู้  รวมทั้งมีพื้นที่เรียนรู้ให้คนรุ่นใหม่ได้มีประสบการณ์ใหม่ ในการเรียนและสามารถนำความคิดสร้างสรรค์มาใช้ได้อย่างเต็มที่

หน้าที่ของการพัฒนาที่ยั่งยืนไม่ใช่หน้าที่ของคนรุ่นใดรุ่นหนึ่ง  การพัฒนาที่ยั่งยืนจะไม่มีทางประสบความสำเร็จได้หากไม่มีความร่วมมือระหว่างคนรุ่นปัจจุบันและคนรุ่นหลัง  วัยหนุ่มสาวเป็นวัยที่เต็มไปด้วยพลัง มีความคิดริเริ่มสร้างสรรค์  เรียนรู้ได้เร็ว  มีความอิสระ เป็นคุณลักษณะของความก้าวหน้าของสังคม ผู้นำรุ่นใหม่จะเป็นพลังที่มีความใฝ่รู้ ความฝันและความหวังเป็นแรงขับเคลื่อน  ส่วนผู้นำรุ่นก่อนจะอาศัยพลังของประสบการณ์ ความเข้าใจ และจิตสาธารณะเป็นแรงผลักดัน  

นิด้าจึงเชื่อมั่นว่าด้วยต้นทุนทางปัญญาที่เราสะสมมาอย่างยาวนาน ไม่ว่าจะเป็นคุณสมบัติของคณาจารย์ที่มีผลงานวิจัยระดับนานาชาติและบทบาทในการบริการวิชาการที่มีต่อสังคม การเรียนการสอนสำหรับคนรุ่นใหม่ ประกอบกับทิศทางของการสร้างปัญญาเพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืน เป็นคำตอบที่ช่วยสร้างผู้นำรุ่นใหม่  นิด้ามีเครือข่ายศิษย์เก่าที่เข้มแข็งอยู่ในทุกภาคส่วนทั่วประเทศ  เราสร้างผู้นำการเปลี่ยนแปลงรวมเกือบ 90,000 คน  สถาบันจะช่วยสร้างโอกาสในการรวมพลังระหว่างผู้นำรุ่นใหม่และรุ่นเก่า อันจะทำให้พลังการเปลี่ยนแปลงและการพัฒนาไม่ว่าจะเป็นในระดับองค์การ ชุมชน สังคม และประเทศเติบโตได้อย่างเข้มแข็งและยั่งยืนมากขึ้น    

Categories: INTERVIEW
Admin:
Related Post